OCZ OCTANE S2 256GB

OCZ OCTANE S2 256GB

สวัสดีชาวโอเวอร์คล๊อกโซนในช่วงเดือนเมษายนที่มีความร้อนของอากาศในบ้านเรา แบบสุดขั้วหัวใจ แบบสุดๆ โดยเมื่อช่วงที่ผ่านมานั้นทาง OCZ ได้ทำการเปิดตัว SSD ในตระกูล OCTANE ที่มีการเป็นเปลี่ยนไป จากกระแสนิยมของตลาดมาใช้ชิพ Controller Indilinx Everest เป็นหลัก ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มคนที่ ใช้งานโซลิตสเตทไดร์ท ประสิทธิภาพอาจะไม่ได้แรงสุดขั้วไปทุกอย่างแต่ในเรื่องความเสถียรและความแรง ที่ไม่ตก ลงในการใช้งานที่ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดกันพอสมควร แต่ว่า OCZ OCTANE อาจมีราคาสูงเกินไปต่อความ จุที่มีราคาแรงไปกับผู้คนที่ต้องการความประหยัดในด้านงบประมาณ โดยทาง OCZ ได้ออก OCZ OCTANE S2 ที่มีราคาต่อความจุถูกลงแต่มีประสิทธิภาพลดลงโดยลดลงมาเหลืออินเตอร์เฟส SATA II 3GB/s OCZ OCTANE S2 ตัวที่ผมเอามารีวิวในวันนี้เป็นรุ่นความจุ 256GB ที่ตามสเป็คนั้นรองรับความ เร็วการเขียนข้อมูลสูงสุด 235 MB/s และการอ่านสูงสุด 275 MB/s ที่ความเร็วขนาดนั้นถ้าเทียบกับ SSD สมัยนี้ นั้นอาจดูไม่ได้แรงที่สุด แต่กับการใช้งานจริงนั้นก็ยังนับว่าแรงกว่าฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็กอย่างแน่ นอนไม่ต้องคิด อะไรมากให้วุ่นวาน โดยการเขียนข้อมูลแบบสุ่มที่ในโมเดลความจุ 256GB อาจไม่ได้แรงที่สุดแต่ไม่ได้ด้อยที่สุด

Package & Bundled

แพ็ค เกจนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงกันเล็กน้อยสำหรับ OCZ ใน โมเดลที่ไม่มีตัวแปลงขนาดมาให้ในชุด ก็จะเป็นแพ็คเกจแบบ พลาสติกใสครับ โดยลักษณะลายยังคงมองแล้วเข้าใจชัดๆว่า นี่คือ SSD จาก OCZ ซึ่งในตระกูล OCTANE S2 ใช้เป็น สีฟ้า ของที่ให้มาในชุดจะมีเพียงคู่มือและสติกเกอร์ OCZ

SSD Detail

ภาพรวม ภายนองเมื่อมองแล้วก็เข้าใจกันดีได้ว่ามันคือโซลิตสเตทไดรท์ ขนาด 2.5 นิ้ว ตามมาตรฐานของ HDD และ SSD ต้องบอกก่อนว่า OCZ ในบางรุ่นที่เป็นผลิตออกมาตั้งแต่ปลายปี 2011 จะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วน ฝาครอบด้านหน้าที่ปกติจะใช้วัสดุอลูมิเนียมพ่นสีฝุ่นสีดำ เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกสีดำไปบ้างแล้วที่ผมเห็นมาแล้ว

ฝาครอบด้านหลังที่ยังคงใช้อลูมิเนียมชุบนิกเกิลสีดำที่มีการติดป้าย Lable บ่งบอกข้อมูลเอาไว้ต่างๆ

อินเตอร์เฟสการเชื่อมต่อ SATA มาตรฐานในฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 และ 3.5 นิ้ว

ข้างในนั้นวันนี้ผมขอไม่แกะออกมาให้ชมเนื่องจากมันมี VOID รับประกัน ข้างในของ OCTANE S2 256GB นั้นโดยหลักแล้วใช้ Controller Indilinx Everest ส่วน NAND Flash เป็น Intel 25 nm แบบ MLC ที่ใช้นั้น น่าจะเป็นเกรดธรรมพื้นฐาน แต่อย่าลืมนึกด้วยว่า OCTANE S2 มีราคาต่อความจุที่ไม่ได้สูงมากเกินไป แล้วข้าง ในนี้ยังมี Cache 32MB เพื่อให้การใช้งานนั้นสามารถใช้งานได้ราบลื่นมากยิ่งขึ้นไปอีก

< < Specifications > >

OCZ OCTANE S2 256GB Infomation

HD Tune

Argus Monitor

AIDA64

Capacity On OS

Microsoft Windows 7 Performance Rate

System Setup

Test Setup

ระบบที่ใช้ในการทดสอบ

BenchMark Result

การทดสอบในวันนี้เป็นการใช้เมนบอร์ดชิพเซ็ต INTEL P67 โดยในการทดสอบนั้นเชื่อมต่อกับตัว พอร์ต SATA III จะได้ทราบประสิทธิภาพของ OCTANE S2 เต็มที่รวมไปถึงทราบประสิทธิภาพเมื่อมีการนำไปใช้ งานร่วมกับเมนบอร์ด SATA III ด้วยครับ ในตอนท้ายนั้นจะมีการทดสอบบนเครื่องคอมพิวเตอร์วางตักเพิ่มเติมให้ อีกด้วย

PCMark 7

PCMark Vantage X64

PCMark 2005

AIDA64 Disk Benchmark

HD Tach 3.0.4.0

Long Bench

HD Tune Pro 5

Random Access

Extra tests

AS SSD Benchmark

Copy Benchmark

Copy Benchmark

Anvil's Storage Utilities

Argus Monitor

Diskmark

Conclusion

ยิ่งการ นำไปใช้กับเครื่อง Laptop จะได้เรื่องความร้อนที่ลงพอสมควร จากที่ผมลองใช้งานนั้นเห็นได้ชัดเลยขนาดแม้โอเวอร์คล๊อก APU ไปที่ความ เร็ว 2.3 Ghz ตัวเครื่องยังร้อนน้อยกว่าการใส่ฮาร์ดดิสก์แล้วโอเวอร์คล๊อกไปที่ 2.1 Ghz เลยครับ แถมยังได้มาใน การใช้พลังงานตัวเครื่องที่ต่ำลงกว่าฮาร์ดดิสก์เดิมๆ ส่วนการใช้งานบนเครื่อง Desktop คงไม่มีอะไรมากนอกจาก ความแรงและประสิทธิภาพของระบบที่รู้สึกขึ้นได้มากกว่าการใช้งานฮาร์ดดิสก์ 5400 ,7200 หรือ 10000 RPM ยังไงถ้าสนใจเจ้า OCTANE S2 ก็ลองติดต่อสอบถามไปทาง MemeoryToday ดูได้ครับ

บทความนี้ทำขึ้นเพื่อส่งงานในรายวิชา 0012006 อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เท่านั้น

credit : www.overzoneclock.com

READMORE
 

NVidia QUADRO 4000

LEADTEK nVidia QUADRO 4000 Profressional Workstation Graphics Board base 's Fermi Power

วันนี้เราก็มีโอกาสได้สัมผัสกับเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ทางด้านของ Workstation มาให้ให้ได้รับชมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะหนีไม่พ้นกับเจ้ากราฟิกการ์ดที่ออกแบบมาสำหรับคนทำงานเพื่อสร้างราย ได้ และเราก็ยังจะคงอยุ่กับกราฟิกการ์ดจากค่าย nVidia เช่นเคยสำหรับ nVidia Quadro Series ที่วันนี้นั้นอาจจะแตกต่างไปจากในหลายๆครั้งก่อนหน้านี้เล็กน้อยในส่วนของแบ รนด์ผู้ผลิตจากทุกๆครั้งที่เราจะต้องมาพบเจอกับ PNY หากแต่ในครั้งนี้มันเป็นกราฟิกการ์ดจากทาง LEADTEK นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่เจ้าหนึ่งของ nVidia มาอย่างยาวนาน เอ่ยถึง LEADTEK นั้นหลายๆท่านอาจจะไม่ค่อยจะคุ้นหูกับมันสักเท่าไหร่นัก ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันก็ถือเป้นแบรนด์หนึ่งที่ได้เข้ามาทำตลาดในบ้านเรามา อย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป้นกราฟิกการ์ดทั้งในตลาดของเกมส์เมอร์หรือ Workstation ก็ตามทีเพียงแต่เราๆท่านๆนั้นมักจะรู้จักหรือเรียกขานกันในอีกชื่อหนึ่งที่ ใช้ชื่อว่า Winfast นั่นเองครับ สำหรับคำว่า Winfast นั้นหากจะว่ากันจริงๆแล้วมันจะเป็นเครื่องหมายการค้าของทาง LEADTEK ที่ใช้ในการเจาะตลาดเกมส์เมอร์กับกราฟิกการ์ดสำหรับชาวเกมส์ทั้งหลาย ส่วนกราฟิกการ์ดในกลุ่มคนทำงานหรือ Workstation นั้นทาง LEADTEK ก็จะใช้ชื่อบริษัทเป็นเครื่องหมายการค้ากันไป เอาล่ะรู้สึกว่าจะพูดนอกเรื่องหรือท้าวความกันค่อนข้างมากเกินไปแล้วนะครับ เราวกมาที่ตัวผลิตภัณฑ์ที่เราได้รับมาทดสอบในครั้งนี้กันดีกว่านะครับกับ LEADTEK nVidia QUADRO 4000 กับกราฟิกการ์ดสำหรับคนทำงานในระดับกลางๆเกือบสูงอีกตัวหนึ่งที่มาพร้อมกับ GPU หรือกราฟิกชิบในตระกูลใหม่ล่าสุด ณ ปัจจุบันนี้อย่าง nVidia Fermi นั่นเอง ซึ่งเราก็ลองมาติดตามรับชมกันดูนะครับว่าเจ้า Quadro 4000 ที่ได้รับมานั้น มันจะมีความน่าสนใจขนาดไหน และจะเหมาะกับกลุ่มผุ้ใช้งานในระดับใด

จุด นี้เรามาพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดพื้นฐานของ nVidia Quadro ในรหัส 4000 ซีรีย์ดังกล่าวนี้กันสักเล็กน้อยว่ามันนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันบ้าง ซึ่งสำหรับ nVidia Quadro 4000 นั้นอย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นแล้วว่ามันเป็นกราฟิกการ์ดในตระกูล QUADRO อีกหนึ่งโมเดลที่มาพร้อมกับกราฟิกชิบบนพื้นฐานการผลิตของ nVidia Fermi รหัสแรงอย่าง GF100 ที่มันประจำการอยู่บนกราฟิกการ์ดในกลุ่มของ Geforce อย่าง GTX480, GTX470 และ GTX465 และหากเรามองมาที่เจ้า Quadro 4000 แล้วนั้นสเป็คที่มองดูแล้วใกล้เคียงที่สุดก็เห็นจะเป็น GTX465 และก็น่าจะพอสรุปได้ว่า nVidia Quadro 4000 นั้นมันก็ถูกผลิตมาบนพื้นฐานของ GTX465 ด้วยในส่วนของชุดเมโมรีคอนโทรลเลอร์ที่มีขนาด Bus Width ที่เท่าๆกันคือ 256Bit แต่ในส่วนของตัวกราฟิกชิบนั้นมันจะยังคงเป็น GF100 รหัสเดียวกันกับ GTX480 และ GTX470 ด้วยที่จำนวนของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ทั้งหมดมีจำนวนที่ไม่แตกต่างกันเลยคือ 3200 ล้านตัว แต่จุดที่แตกต่างออกไปก้คือจำนวนของ CUDA Core หรือชุด Shader Engine ที่ nVidia Quadro 4000 นั้นจะมี CUDA Core เพียง 256unit แต่ Geforce GTX465 จะมีมาทั้งหมด 352unit ด้วยกันแต่สิ่งที่ QUADRO 4000 เหนือกว่าก้คือเรื่องของขนาดความจุของตัวเมโมรีที่มันมีการติดตั้งมาให้มาก ถึง 2GB ก็เรียกว่าออกแบบมาสำหรับทำงานจริงๆ และสิ่งที่แน่นอนว่าจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คือเรื่องของการทำงานในแบบ เฉพาะทางที่ nVidia Quadro 4000 นั้นจะมีความสามารถเกี่ยวกับ OpenGL หรือกระทั่ง Tessellation ในด้านต่างๆในระดับ Hardware และส่วนทางด้านของความเร็วการทำงานของตัว GPU นั้นอาจจะมองดูว่าไม่หวือหวาเร้าใจนักเพราะทาง nVidia ได้กำหนดสัญญาณนาฬิกาของ GPU ให้ทำงานด้วยความเร็วเพียง 475MHz เท่านั้นในขณะที่ GTX465 นั้นทำงานด้วยความเร็วที่สูงกว่ามาก แต่กับความเร็วของเมโมรีนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมายสำหรับ GDDR5 ที่ความเร็ว 2800MHz effective ส่วนรายละเอียดและสเป็คการทำงานพื้นฐานในจุดอื่นๆนั้นก็สามารถรับชมจากตาราง ทางด้านล่างได้เลยนะครับ

GPU Specifications

Package & Bundled

สำหรับ รูปร่างหน้าตาของกราฟิกการ์ดในกลุ่ม Workstation นั้นก็อาจจะดูแล้วไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากนักในแต่ละผู้ผลิต ซึ่งส่วนมากแล้วก็จะเน้นไปที่ลวดลายที่เกี่ยวข้องกับงานการออกแบบเพื่อให้ รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนจากการ์ดสำหรับเล่นเกมส์ ส่วนชุดอุปกรณ์บันเดิลทั้งหมดที่มีมาให้นั้นก็จะมีเพียงส่วนหลักๆพื้นฐาน อย่าง CD Driver, User Manual, Warranty Card, สายแปลง Display Port to DVI และ DVI to D-Sub Adapter ส่วนอุปกรณ์ที่เป็น Option อย่าง Stero 3D Bracket หรือสายแพเชื่อมต่อสำหรับการ์ด Quadro SDI หรือการ Capture นั้นก็ต้องหาซื้อเพิ่มเติมเอาเอง ไม่มีการบันเดิลมาให้ด้วยแต่อย่างใด

ใน ส่วนของตัวการ์ดนั้นคงบอกได้เลยว่ามาในรูปแบบหรือหน้าตาตามมาตรฐานของการ์ด จากทาง nVdia เต็มร้อย ไม่มีการออกแบบอะไรใหม่เพิ่มเติมแม้แต่น้อยทั้งสีสันและลวดลาย จะมีบ้างก็เพียงการแปะสติ๊กเกอร์เพื่อบ่งบอกให้ทราบว่าเป็นการ์ดจากทาง LEADTEK ในบริเวณของตัวพัดลมระบายความร้อนเท่านั้น ซึ่งตัวการ์ดนั้นจะเป็นการในแบบ Single Slot ที่มีความยาวพอสมควร ด้านบนของตัวการ์ดก็จะถูกปกคลุมไปด้วยตัวฮีตซิงก์เต็มพื้นที่ของตัว PCB ส่วนทางด้านหลังก็จะมี Back Plate ที่จะทำหน้าที่เป้นฮีตซิงก์ให้กับตัวเมโมรีชิบในบริเวณดังกล่าว

สำ หรับชุดพอร์ทแสดงผลนั้นจะมีมาให้ได้เลือกใช้งานกันสองมาตรฐานคือ Display Port ในมาตรฐาน 1.1a (HDMI 1.3a ในกรณีมีการใช้ตัวแปลงจาก DP to HDMI) จำนวนสองชุดและ Dual link DVI-I อีกหนึ่งพอร์ทซึ่งทั้งคู่ก็จะรองรับความละเอียดสูงสุดในการแสดงผลที่ 2560x1600pixel@60Hz หรือ 1920x1200pixel@120Hz ส่วนความสามารถในการเชื่อมต่อจอแสดงผลได้มากสุดก็ยังคงอยุ่ที่จำนวนสองชุด ส่วนความสามารถทางด้านของ nVidia 3D Vision หรือ 3D Stereo นั้นหากต้องการใช้งานในส่วนนี้ ทางผู้ใช้งานก็ต้องมีการซื้อตัวชุด Bracket เพิ่มเข้ามาต่างหาก และการใช้งานนั้นก็จะมีความแม่นยำกว่าการใช้งานจากชุด 3D Stereo ที่ซื้อเพิ่มแบบภายนอกที่เคยพบเห็นพอสมควร เพราะว่าตัวการ์ดนั้นจะมีสายสำหรับส่งสัญญาณในแบบ 3pin โดยตรงจากตัวการ์ดสู่ IR Emitter (ตัวรับส่งสัญญาณสู่แว่น 3D) ที่จะช่วยให้สัญญาณทริกเกอร์ที่ส่งไปมีความแม่นยำและผิดพลาดน้อยกว่าการ เชื่อมต่อในแบบ USB จาก PC to IR Emitter

ทาง ด้านของการใช้พลังงานนั้นจากอัตรา TDP สูงสุดของ QUADRO 4000 ที่ทาง nVidia กำหนดมาที่ 142W ซึ่งก็ไม่แปลกใจที่เราจะพบเห็นพอร์ทจ่ายไฟเลี้ยงเพิ่มเติม ในบริเวณท้ายการ์ดในแบบ 6pin pci-e จำนวนหนึ่งชุด

สำหรับ ที่ใครอาจจะยังไม่พอใจกับพลังความแรงของ Quadro 4000 หรือมันอาจจะยังตอบสนองต่องานที่ทำได้ไม่ดั่งใจนั้น เราก็สามารถเลือกใช้งานในลักษณะของ Dual Card, Dual GPU ในโหมด SLI ได้เช่นกัน (แต่ก็ดูโปรแกรมที่ใช้ด้วยว่ารองรับ SLI หรือเปล่า) ซึ่งก้มี SLI Pin มาให้จำนวนหนึ่งชุดและนั่นก็หมายความว่าจะสามารถใช้การ์ดในแบบ SLI ได้สูงสุดเพียงสองใบเท่านั้น ส่วนพอร์ทเชื่อมต่อใกล้ๆกับ SLI Pin ที่เห็นนั้นจะเป็นพอร์ทสำหรับสายแพของการ์ด Quadro SDI (input/output Capture Card) และสุดท้ายกับพอร์ท 4pin ในบริเวณท้ายการ์ดใกล้ๆกับพอร์ทจ่ายไฟเลี้ยงเพิ่มเติมก็จะเป็นพอร์ทสำหรับ สายไฟของ 3D Stereo Bracket นั่นเอง

สัก นิดกับสิ่งที่ติดตัวมาในความเป็น Fermi ที่พบเห็นกันอยุ่บ่อยครั้งมาตั้งแต่ต้นของยุค Fermi ก็คือสติ๊กเกอร์ที่แจ้งเตือนให้ระวังความร้อนที่จะเกิดขึ้น ว่าไม่ควรสัมผัสในขณะใช้งาน ^^

Test Setup

บรรยากาศขณะทำการทดสอบ

GPUZ

ราย ละเอียดของตัวการ์ดในโมเดล Quadro 4000 จากทาง GPUZ ที่จะยังคงแสดงชื่อของตัว GPU ออกมาเป็นเพียง GF100 ที่ยังไม่มีรหัส GL ตามท้ายเช่นเคย ส่วนในจุดอื่นๆนั้นก็แสดงข้อมูลได้อย่างถูกต้องทั้งหมด

AIDA64

AIDA64 ซึ่งจะรายงานชื่อของตัวชิบได้อย่างถูกต้องว่ามันคือ GF100GL

CPU & Memory - Testing Setup

สเป็ค ที่ใช้ในการทดสอบ Quadro 4000 จากทาง Leadtek ในวันนี้ก็ยังอยู่กับชุดเดิมๆที่เราเคยใช้ทดสอบกราฟิกการ์ดในตระกูล QUADRO มาโดยตลอดโดยซีพียุนั้นจะเป็น Intel Core i7 Extreme 965 ที่ความเร็ว 3.6GHz และความเร็วของเมโมรีก็ยังคงอยุ่ที่ความเร็วในแบบพื้นๆคือ DDR3-1600MHz CL9-9-9-24-1T

Benchmark Result

ในส่วนของบททดสอบนั้นก็เช่นเคยครับ เราจะยังคงนำผลการทดสอบของกราฟิกการ์ดในตระกูล QUADRO ในโมเดลต่างๆที่เคยทดสอบ นำมาเปรียบเทียบให้ได้รับชมถึงความแตกต่างของความแรงให้ได้เห็นกัน รวมถึงกราฟิกการ์ดในตระกูล Geforce ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในราชาของชาวเกมส์เมอร์ในเวลานี้อย่าง Geforce GTX580 ส่วน Software ที่ใช้ทดสอบนั้นก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆคือยังเป็น SPECviewperf ในเวอร์ชัน 11.0 ที่ระดับความละเอียด 1920x1080pixel เช่นทุกครั้ง ว่าแล้วก้ลองไปชมผลการทดสอบของ LEADTEK QUADRO 4000 ตัวนี้กันดูเลยล่ะกันนะครับว่า มันจะมีความทรงพลังขนาดไหนจะแตกต่างไปจากโมเดลอื่นๆมากน้อยเพียงไร

SPECviewperf 11.0 Benchmark

Catia-03

Ensight-04

Lightwave-01

Maya-03

Proe-05

SW-02

Tcvis-02

SNX-01

Conclusion

บทสรุปโดยรวมในขั้นแรกตรงนี้นั้นคงจะกล่าวได้เลยว่าเจ้า LEADTEK QUADRO 4000 นั้นก้ให้ความแรงออกมาสมกับความเป็นกราฟิกการ์ดในระดับกลางที่ค่อนไปเกือบๆ จะสูง หรือถ้าพูดแบบตรงไปตรงมาก็คือแรงตามระดับราคาก็ได้หากมองจากกราฟิกการ์ดใน โมเดลอื่นๆที่มีผลมาร่วมเปรียบเทียบด้วย ซึ่งผลที่ออกมาก็ประมาณ 80% ของบททดสอบทั้งหมดเห็นได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน จะมีเพียงสองโปรแกรมทดสอบเท่านั้นที่มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ในจุดนี้เดี๋ยวเรามาเจาะกันเป็นจุดๆดูบ้าง โดยขอเริ่มที่โปรแกรมการทดสอบที่มีความโดดเด่นของประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก สำหรับโปรแกรม Maya ที่เจ้า QUADRO 4000 นั้นให้ความแรงออกมาในแบบที่เรียกว่าฉีกแบบไม่เห็นฝุ่นกันเลยทีเดียว ด้วยความแรงเกือบๆเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับ QUADRO 2000 ดังนั้นสำหรับกลุ่มผุ้ใช้งานที่มีการใช้งานโปรแกรม Maya เป็นหลักก็ดูแล้วมีความน่าสนใจไม่น้อยสำหรับ QUADRO 4000 ที่มันจะช่วยร่นเวลาในการทำงานลงได้ค่อนข้างมากอย่างแน่นอน แต่กระนั้นก็คงจะต้องมองก่อนด้วยว่างานที่ตนเองทำอยุ่นั้นมันมีรายละเอียด ของตัวงานมากน้อยขนาดไหน ถ้าเป้นการทำงานในแบบเล็กๆน้อยๆ เป็นเพียงมือปืนรับจ้างบางทีก็อาจจะยังไม่จำเป็นนัก แต่หากเป็นการทำงานในระดับองค์กรที่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำแล้วล่ะก็บอกได้ เลยว่า มันคุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างแน่นอน ส่วนในโปรแกรมใช้งานอื่นๆยกเว้น Lightwave และ Pro Engineer นั้นก็มีสัดส่วนที่น่าสนใจระดับหนึ่งของประสิทธิภาพที่เหนือกว่าและสำหรับ Lightwave และ Pro engineer แล้วนั้นก็คงพูดกันตามเนื้อผ้าเลยว่า เราแทบจะไม่เห็นถึงความแตกต่างมากนักดังนั้นก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนักหาก ใครที่ทำงานด้วยโปแกรมเหล่านี้เป็นหลัก เพราะจากผลการทดสอบนั้นเพียงแค่น้องเล็กอย่าง Quadro 400 ก็สามารถตอบสนองได้ในระดับที่ใกล้เคียง เป้นรองก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นสำหรับบทสรุปในภาพรวมสุดท้ายนั้นกับ LEADTEK nVidia QUADRO 4000 ก็ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีความน่าสนใจสำหรับงานที่มีความเหมาะสมกับตัว มันเอง ด้วยประสิทธิภาพที่สามารถมองได้ว่ายังคงคุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับผุ้ที่ใช้ งานเป็นอาชีพจริงๆ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้เน้นไปแล้วอย่างการทำงานของระดับองค์กร หากต้องการความรวดเร็วเพื่อลดระยะเวลาการทำงานให้สั้นลงมันก้เป้นอีกทาง เลือกที่น่าลงทุนเลยล่ะครับ

บทความนี้ทำขึ้นเพื่อส่งงานในรายวิชา 0012006 อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เท่านั้น

credit : www.overzoneclock.com

READMORE
 

KINGMAX SMP35 Client SSD 240GB

กราบสวัสดีชาวโอเวอร์คล๊อกโซนกันอีกเช่นเดิมครับ หลังจากที่โลกใบนี้ได้มีเทคโนโลยีในเรื่องของ การใช้โซลิตเสตทไดร์ฟมาบนโลกใบนี้แบบราคาที่จับต้องได้ ที่ผมจำได้เลยคือลูกละ 32 GB เป็นค่าตัวในบ้านเรา เลขกลมๆที่สองหมื่นบาท ก็มีหลายคนบ้าไปซื้อมาใช้รวมถึงตัวผมเองในช่วงกระแสที่คนส่วนมากมักจะบอกว่า มันมี ราคาค่าตัวสูงเกินความจำเป็น ผมถือคติเอาไว้ว่าจ่ายแพงกว่าแต่แรงก่อน มันก็ทำให้รู้สึกหายเหนื่อยจากการที่ต้อง มาออมเงินดีกว่ารอตกรุ่นแล้วค่อยมาซื้อใช้ตามหลังเค้า ซึ่งหลายๆปีที่ผ่านมานั้นการแข่งขันรวมไปถึงด้านต่างๆใน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับโซลิตสเตทไดร์ฟมีราคาถูกลง รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีกหลายๆอย่างของใน กลุ่มผู้ผลิตชิพควบคุม SSD ถ้าพูดถึง SandForce หลายๆคนคงรู้จักกันดีในเรื่องความแรงแบบหลุดโลกกันเป็น อย่างดีแล้ว เมื่อช่วงที่ผ่านมานั้น SandForce ได้โดยบริษัท LSI ซื้อไปเรียบร้อย เนี่ยและสงครามของโซลิตสเตท น่าจะมีความรุนแรงและมีความสนุกมากขึ้น ปี 2012 น่าจะได้เห็น SSD ที่ใช้ชิพควบคุม SandForce SF-2281 มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าช่วงยุค 2011 แน่นอน วันนี้ผมก็จะพามาพบเจอกับ SSD จากผู้ผลิตเมโมรีชั้นนำอีกเจ้าอย่าง KINGMAX กับในตระกูลที่มี ชื่อว่า SMP35 Client จากแค่ชื่อมันก็มีความน่าสนใจแล้วครับ ที่แน่ๆมันรองรับการเอาไปใช้งานกับเครื่องเครือ ข่ายกันอย่างแน่นอน ซึ่งทาง KINGMAX ได้บอกกล่าวไว้ว่าตระกูลนี้นั้นจะมีจุดเด่นในเรื่องของประสิทธิภาพที่สุด ยอด โดยการใช้ NAND Flash Memory คุณภาพสูง พร้อมกับการรองรับการเชื่อมต่อ RIAD สำหรับผู้ที่ต้องการ ความแรงและประสิทธิภาพแบบที่สุดๆตามกำลังเงินที่อยู่บนพื้นฐานประสิทธิภาพ ของ RAID Controler ที่มีอยู่ครับ การรีวิว KINGMAX SMP35 Client จะเป็นโมเดล 240 GB ที่สเป็คประสิทธิภาพในการอ่านทำได้ที่ 550 MB/s และการเขียน 520 MB/s (ในรุ่นความจุ 120GB ถึง 2TB จะเท่ากับตัว 240GB) ส่วนประสิทธิภาพทางด้านของ รูปแบบ IOPS จะอ่านแบบสุ่มได้ที่ 60000 IOPS และการเขียนสุ่ม 35000 IOPS (รุ่น 240GB - 2TB เท่ากัน) ถ้ามองดูจากภาพรวมทางด้านสเป็คของ KINGMAX SMP35 Client 240GB ก็มีความน่าสนใจกันตั้งแต่เริ่มต้น แล้วครับ

Package & Bundled

แพ็ค เกจที่มาแบบเรียบง่ายดีครับ ส่วนมากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ในระดับ Enterprise จะเน้นแพ็คเกจด้วยความเรียบง่ายสุดๆ ของในกล่องมากันแบบครบชุดสำหรับการอัพเกรดเครื่องคอม พิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โดยจะมีถาดแปลงขนาดเป็น 3.5 นิ้ว ,สาย SATA และ หัว Molex to SATA ที่ขาดไปไม่ได้จริงๆก็คือ คู่มือแนะนำการใช้งานและการติดตั้งต่างๆครับ

SSD Detail

ตัว SSD ที่โดยภาพรวมอาจดูไม่ต่างจากเจ้าอื่นเท่าไรหรอกครับ มันก็เหมือนกับ SSD ขนาด 2.5 นิ้ว ที่เห็นกันได้ ทั่วไป แต่จากที่ผมได้ผ่าน SSD มาหลายตัวแล้วก็รู้สึกว่า KINGMAX งานมันออกมาเนียบตั้งแต่ตัวบอดี้มันแล้วนะ ตัวบอดี้ทำมาจากอลูมิเนียมล้วนๆชุบอโนไดรซ์สีดำมาแบบสวยงามมาก พร้อมกับสติกเกอร์ติดที่ด้านหน้าเพื่อแสดง ให้ทราบกันอย่างชัดเจนว่านี่คือ KINGMAX SMP35 Client 240GB ไม่มีอะไรผิดอื่นไปได้อย่างแน่นอนครับ

ฝาครอบด้านหลังที่มีการติดป้าย Lable บ่งบอกข้อมูลเอาไว้ต่างๆ

อินเตอร์เฟสการเชื่อมต่อ SATA มาตรฐานในฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 และ 3.5 นิ้ว

มา ถึงเม็ด NAND Flash MLC จากโตชิบ้า แบบ 24 nm ขนาดต่อเม็ดที่ 32GB แต่ตามด้านเทคนิกการมาใช้บน SSD ถ้าผมจะไม่ผิดจะใช้งานได้เพียง 30GB เท่านั้น เมื่อมี 8 เม็ด ก็จะเท่ากับ 240GB อย่างพอดีครับ ส่วนเรื่อง ของเม็ด NAND Flash โตซิบ้านั้นก็พอมีให้เห็นได้บน SSD ยุคปี 2011 ส่วนมากจะเป็น SSD ในระดับคุณที่ดี และมีประสิทธิภาพสูง แต่เมื่อ LSI ได้ซื้อกิจการของ SandForce ก็ได้มีการแนะนำคู่หูใหม่สำหรับ SF-2281 จากเดิมที่เป็น Intel/Mircon 25nm เป็นหลัก ในปี 2012 จะมีทางเลือกของผู้ผลิต SSD มาเป็นโตชิบ้า 24 nm

ชิพ SSD Controler ที่ใช้ SandForce SF-2281 ตามสมัยนิยมของ SSD SATA III 6GB/s ที่เจอกันบ่อยมาก KINGMAX SMP35 Client SSD 240GB Infomation

HD Tune

Argus Monitor

AIDA64

Capacity On OS

Microsoft Windows 7 Performance Rate

Anvil's Storage Utilities

Argus Monitor

SiSoftware Sandra

Non Partitions Test

Conclusion ! กับการทดสอบในวันนี้ผมก็ต้องบอกกันก่อนว่า KINGMAX SMP35 Client 240GB ที่ได้รับมานั้นมัน ยังเป็นตัว Sample กันอยู่ ดูจากโปรแกรมต่างๆก็ยังมองเห็นว่ามันเป็น SSD SandForce ปกติมันต้องเขียนว่า เป็น Kingmax ตั้งแต่ใน Firmware แล้ว ก็เลยมีในบางโปรแกรมมันผลการทดสอบมันดูแปลกๆไป ผมทำการลอง เปลี่ยนเมนบอร์ดและอื่นๆแล้วก็ยังออกมาแนวนี้อยู่ คงต้องรอถึงเวลาขายจริงให้ทาง KINGMAX ปรับปรุง FW ให้ มีความสมบูรณ์แบบ ขนาดวันที่ผมทดสอบรวมไปถึงเขียนบทความนี้ ในเว็บ Kingmax ยังไม่มีข้อมูลอะไรของตัว SMP35 Client กันเลยครับ สำหรับประสิทธิภาพในภาพรวมแล้วที่ออกมานั้นใกล้เคียงกับสเป็คของตัวมันเอง ถ้า เอาไปวิ่งกับบอร์ดชิพ Intel ก็จะออกมาดีกว่านี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนเล่น SSD หลายคนเข็ดขยาดกับ SandForce ไปในเรื่องของความเสถียรและความนิ่ง ที่ KINGMAX SMP35 Client 240GB กลับกลายเป็นว่าทำออกมาได้ดี จนผมเองยังตกใจมาก ว่ามันนิ่งแบบไม่ไม่เคยเจอมาก่อนกับ SSD SF-2281 ตัวไหนเลย (เทียบกับที่ผมใช้ๆอยู่ และที่เคยทดสอบมา) อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าผลความเสถียรที่ดีขึ้นมันมาจาก F/W GOLD จาก LSI หรือมาจากที่ การใช้ NAND โตชิบ้ากันแน่ครับ เอาเป็นว่า KINGMAX SMP35 Client 240GB เป็น SSD อีกตัวที่นับว่าน่า จับตามองในตลาดบ้านเราในเร็ววันนี้ ที่ได้ความแรงแบบสะใจสไตล์ SandForce พร้อมกับความเสถียรที่ต่างจาก SSD Controler SandForce SF-2281 ในยุคปี 2011

บทความนี้ทำขึ้นเพื่อส่งงานในรายวิชา 0012006 อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เท่านั้น

credit : www.overzoneclock.com

READMORE